Skip to main content

ที่มาของชื่อเดือนภาษาอังกฤษทั้ง 12 เดือน



ชื่อเดือนของไทยเราตั้งแต่ มกราคมไปถึงธันวาคม มีที่มาจากหมู่ดาว แต่ชื่อเดือนในภาษาอังกฤษมีที่มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นยุคโรมันโบราณเมื่อ 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช  และมีความซับซ้อนชวนสับสนมากกว่า  ติดตาม ที่มาของชื่อเดือนทั้ง 12 เดือน (ภาษาอังกฤษ) ครับ

ยุคโรมันโบราณหรือ  Ancient Roman  เริ่มเมื่อประมาณ 753 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในยุคนั้นชาวโรมันโบราณนับเดือนมีนาคมหรือ March เป็นเดือนแรกของปี

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ  ผมขอเริ่มต้นที่มาของชื่อเดือนในภาษาอังกฤษด้วยเดือนมีนาคมนะครับ

1. เดือนมีนาคม (March) นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า March มีที่มาจากคำว่า Martius  ซึ่งคือเทพเจ้าแห่งสงคราม (God of War) ซึ่งชาวโรมันนับถือบูชา

2. เดือนเมษายน (April)  ที่มาของ April ยังไม่ชัดเจน นักประวัติศาสตร์คาดว่าอาจมีที่มาจาก Aphrodite เทพเจ้าแห่งความรัก, ความงาม (Goddess of Love and Beauty) หรืออาจมาจากคำว่า  Aperire ซึ่งหมายถึงการเปิดหรือการผลิบานของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ

3. เดือนพฤษภาคม (May)  นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า May มีที่มาจากคำว่า Maia ซึ่งคือเทพเจ้าแห่งการเพาะปลูกของชาวโรมัน

4. เดือนมิถุนายน (June)  นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า June มีที่มาจากคำว่า Juno ซึ่งคือเทพเจ้าแห่งคู่ครองหรือกามเทพของชาวโรมันโบราณ ซึ่งนิยมแต่งงานในเดือนนี้

ถัดจาก 4 เดือนแรกไป ชาวโรมันโบราณจะเรียกชื่อเดือนด้วยตัวเลข

5. เดือนกรกฎาคม (July)  หรือเดือน 5 ของชาวโรมันโบราณเดิมชื่อเดือน Quintilis (ซึ่งหมายถึง 5) แต่เปลี่ยนมาเป็น July เมื่อ 43 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตามชื่อของ Julius Caesar จักรพรรดิ์ผู้ทรงอำนาจของอาณาจักรโรมัน

6. เดือนสิงหาคม (August) หรือเดือน 6 ของชาวโรมันโบราณเดิมชื่อเดือน Sextillia (ซึ่งหมายถึง 6) แต่เปลี่ยนมาเป็น August  ตามชื่อของ Augustus Caesar เมื่อ 8 ปีก่อนคริสต์ศักราช

7. เดือนกันยายน (September) หรือเดือน 7 ของชาวโรมันโบราณ มีที่มาจาก Septem ในภาษาลาติน (ซึ่งหมายถึง 7)

8. เดือนตุลาคม (October) หรือเดือน 8 ของชาวโรมันโบราณ มีที่มาจาก Octo ในภาษาลาติน (ซึ่งหมายถึง 8)

9. เดือนพฤศจิกายน (November) หรือเดือน 9 ของชาวโรมันโบราณ มีที่มาจาก Novem ในภาษาลาติน (ซึ่งหมายถึง 9)

10. เดือนธันวาคม (December) หรือเดือน 10 ของชาวโรมันโบราณมีที่มาจากภาษาลาติน Decem  (ซึ่งหมายถึง 10)

11. เดือนมกราคม (January) ในยุคเริ่มต้นของ Ancient Roman  ในแต่ละปีมีเพียง 10 เดือนเท่านั้น จนกระทั่ง Numa Pompilius กษัตริย์ของ Ancient Roman ทรงเพิ่มเดือนมกราคม (January) เป็นเดือนที่ 11  มีที่มาจากชื่อเทพเจ้า Janus  

12. เดือนกุมภาพันธ์ (February) Numa Pompilius ทรงเพิ่มเดือนสุดท้ายของปีซึ่งจะตรงกับเทศกาล Februa  เพื่อเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง และเป็นที่มาของชื่อเดือนกุมภาพันธ์ (February) ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้การนับเดือนค่อนข้างยุ่งยากและสับสนจนกระทั่ง Julius Caesar ริเริ่มการกำหนดนับเดือนแบบสุริยคติคือ 1 ปีมี  365 วัน และเพิ่มอีก 1 วันในทุก 4 ปี โดยเชื่อว่าได้แนวคิดมาจากปฏิทินของอียิปต์โบราณ

ชาติตะวันเริ่มปรับให้เดือนมกราคมเป็นเดือนแรกของปีอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1582 โดยสันตะปาปา Pope Gregory ซึ่งทรงกำหนดให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่  และเป็นที่มาของปฏิทิน Gregorian Calendar ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน






ที่มา: Wikipedia , Wonderpolis และ YouTube


Comments

Popular posts from this blog

Grapefruit ผลไม้ที่หลายๆ คนคิดว่าคือส้มโอ

Image Credit:  א(Aleph),Wikipedia
Grapefruit ผลไม้ที่หลายๆ คนคิดว่าคือส้มโอ  แต่ความจริงแล้ว Grapefruit เป็นญาติสนิทของส้มโอเท่านั้น  ติดตามเรื่องเกี่ยวกับ Grapefruit กันครับ

10 ประเทศซึ่งมีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก

ข่าวภูเขาไฟระเบิดไม่เกิดขึ้นบ่อยนักและมักจะเป็นข่าวภูเขาไฟลูกเดิมๆ ซึ่งสามารถสร้างภัยพิบัติขนาดใหญ่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่ามีภูเขาไฟอยู่เพียงไม่กี่ลูกบนโลกใบนี้  แต่ความจริงแล้วนักธรณีวิทยาพบว่าในหนึ่งหมื่นกว่าปีที่ผ่านมามีภูเขาไฟ 1,509 ลูกที่เคยระเบิดรวมถึงที่ยังพร้อมจะระเบิดอีก ติดตามรายชื่อ 10 ประเทศซึ่งมีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก ครับ


สาเหตุที่ดอกทานตะวันหันตามดวงอาทิตย์ - How Sunflower Tracks the Sun

Image Credit: Chris Nicolini, UC Davis

ที่มาของชื่อดอกทานตะวัน หรือ Sunflower มาจากดอกที่หันตามดวงอาทิตย์จากทิศตะวันออกในเวลาเช้าไปทางทิศตะวันตกในเวลาเย็น  นักวิทยาศาสตร์พบกระบวนการ และ สาเหตุที่ดอกทานตะวันหันตามดวงอาทิตย์